อบรมสั่งสอนชาวเล ให้นับถือศาสนาพุทธ
หลวงปู่สุภา กนฺตสีโล
อบรมสั่งสอนชาวเล ให้นับถือศาสนาพุทธ
************
หลวงพ่อไปถึงบ้านตะกรูด พบพวกชาวเล (ไทยใหม่) ซึ่งประกอบอาชีพประมง ไม่มีศาสนา นับถือผี ท่านจึงเกิดความสงสารเป็นอย่างมาก หลังจากท่านนั่งพิจารณาดูแล้วเห็นว่า คนเหล่านี้พอที่จะสั่งสอนอบรมให้เป็นคนมีศาสนาได้ ท่านจึงตกลงใจที่จะสร้างวัดขึ้น ที่เกาะสิเหร่ ต่อมาก็ได้อบรมสั่งสอนชาวเลกลุ่มนี้ให้หันมานับถือศาสนาพุทธกันได้ทั้งเกาะ ตราบจนทุกวันนี้ บ่อยครั้งที่กลุ่มชาวเลมากราบไหว้หลวงพ่อ ที่สำนักสงฆ์เทพขจรจิตร ที่หลวงพ่อพำนักอยู่ในปัจจุบัน เมื่อถึงฤดูการทำบุญประจำปีของกลุ่มชนชาวเล เขาก็จะพากันมาจัดงาน มีการเทศน์ รำแคน ร็องแง็ง ถวายหลวงพ่อเป็นประจำ และท่านก็ได้ให้ความเมตตาชาวเลเหล่านี้ เปรียบเสมือนเป็นลูกเป็นหลานทีเดียว
เดินทางไปพบหลวงปู่ศุข (วัดปากคลองมะขามเฒ่า)
หลวงปู่สุภา กนฺตสีโล
เดินทางไปพบหลวงปู่ศุข (วัดปากคลองมะขามเฒ่า)
*************
เมื่อปีพุทธศักราช ๒๔๖๓ พระภิกษุสุภาได้กราบลาหลวงปู่สีทัตต์ เพื่อออกธุดงควัตร และออกจากถ้ำภูเขาควายไปตามทาง ที่หลวงปู่สีทัตต์ได้เมตตาแนะนำ คือ ให้วิ่งจากถ้ำภูเขาควายไปท่าเดื่อ และจากท่าเดื่อไปหนองคาย ให้ไปสละธุดงค์ที่หนองคาย พร้อมทั้งแนะนำว่า อย่าเดินเพราะจะช้าเกินไป เรียนอะไรจะไม่จบ และยังชี้แนะอีกว่า จะได้พบอาจารย์ที่เก่งมากองค์หนึ่ง หากแต่ไม่ได้บอกว่าเป็นผู้ใด
พระภิกษุสุภา ออกเดินทางไปตามเส้นทางที่หลวงปู่สีทัตต์แนะนำ พอถึงหนองคาย ก็ออกธุดงค์นั่งรถยนต์เข้ากรุงเทพฯ เพื่อให้ทันเวลาตามที่หลวงปู่สีทัตต์ได้บอกไว้ เมื่อมาถึงกรุงเทพฯ ท่านก็ได้ถามหาเกจิอาจารย์ที่สามารถสอนทางพุทธศาสตร์ที่ลึกลับ ลึกซึ้ง หรือสอนทางวิปัสสนากรรมฐาน มีคนเล่าลือกันว่ามีอาจารย์ศุข (หลวงปู่ศุข) อยู่ที่วัดปากคลองมะขามเฒ่า จังหวัดชัยนาท ท่านจึงออกเดินทางจากกรุงเทพฯ เดินบ้าง นั่งรถบ้าง จนถึงจังหวัดชัยนาท ตามที่หลวงปู่สีทัตต์ได้บอกท่าน ก่อนกราบลาจากถ้ำภูเขาควาย เมื่อเดินทางมาถึงที่หมาย ท่านได้คลานเข้าไปกราบหลวงปู่ศุข ซึ่งขณะนั้นทราบแล้วว่า จะมีพระภิกษุมาจากประเทศลาว จึงถามท่านว่ามาจากประเทศลาวใช่หรือไม่ ท่านจึงตอบรับและกราบเรียนว่า มีความประสงค์จะมาขอให้หลวงปู่ อนุเคราะห์ให้ท่านได้อยู่ศึกษาเล่าเรียนด้วย หลวงปู่ศุขจึงรับหลวงปู่สุภาไว้เป็นศิษย์ ท่านพำนักอยู่กับหลวงปู่ศุขเป็นเวลา ๓ ปี ได้ศึกษาวิชาต่างๆ ที่หลวงปู่ศุขได้ถ่ายทอดให้ หลวงปู่ศุขเองก็ได้ให้ความรัก ความเมตตาต่อลูกศิษย์ท่านนี้เป็นอย่างมาก ถึงแม้พระภิกษุสุภาได้บวชเรียนเป็นพระภิกษุมานานเกือบ ๔ พรรษาแล้วก็ตาม แต่หลวงปู่ศุขก็ยังคงเรียกท่านว่า เณรน้อย เช่นเดียวกับที่หลวงปู่สีทัตต์เคยเรียก หลวงปู่ศุขย้ำ
เสมอว่า พระภิกษุสุภาคือ "เณรน้อย" ลูกศิษย์สุดท้องของท่าน เนื่องจากในขณะที่พระภิกษุสุภา เริ่มเข้าไปกราบหลวงปู่ศุขนั้น ท่านอายุมากแล้ว แต่ยังขยันปฏิบัติธรรม นั่งสมาธิเป็นเวลานานๆ ได้ทุกวัน พระภิกษุสุภามีความเคารพนับถือ และรักใคร่หลวงปู่ศุขอย่างยิ่งเช่นกัน หลวงปู่ศุขจึงนับเป็นอาจารย์องค์ที่สองของท่านต่อจากหลวงปู่สีทัตต์
เก็บสมุนไพร ว่านต่างๆ ที่เป็นมงคล
หลวงปู่สุภา กนฺตสีโล
เก็บสมุนไพร ว่านต่างๆ ที่เป็นมงคล
*************
ในระหว่างปี พ.ศ. ๒๕๙๕ – ๒๔๙๘ พระภิกษุสุภา (ซึ่งต่อจากนี้ไปจะเรียกว่า หลวงพ่อสุภา) บำเพ็ญธุดงค์วัตรเข้าออกประเทศไทยกับลาว อยู่เป็นนิจ หลังจากธุดงค์อยู่ในประเทศลาวเป็นเวลานานพอสมควรแล้ว ท่านก็ได้ธุดงค์ต่อไปทางเมืองพนมเปญ โดยไปพำนักอยู่ในถ้ำศักดิ์สิทธิ์ หลวงพ่อสุภาเล่าว่า ใครที่ได้เข้าไปอยู่ในถ้ำแห่งนี้ จะอยู่ยงคงพระพัน ฟันไม่เข้า แทงไม่ออก ที่เขมรนี้เองท่านได้ศึกษาวิทยาคมต่างๆ ไปด้วย และขณะที่ธุดงค์อยู่ตามป่าตามเขาทั้งในประเทศลาว และเขมร เมื่อท่านได้พบเห็นสมุนไพรหรือว่านที่มีสรรพคุณหายาก ก็จะเก็บรวบรวมไว้ ซึ่งต่อมาท่านได้นำเอามาทำเป็นวัตถุมงคล แจกจ่ายญาติโยมทั่วไป
หลวงพ่อสุภาธุดงค์อยู่ในถ้ำประเทศเขมรเป็นเวลาถึง ๓ ปี ครั้นออกจากเขมรแล้ว ก็เดินทางไปเมืองฮานอย เมืองเว้ ประเทศญวน (ประเทศเวียดนามในปัจจุบัน) เพื่อจะได้ไปเห็นไปศึกษาชีวิตความเป็นอยู่ของหมู่ชนต่างๆ
เมื่อกลับจากประเทศญวน ท่านก็เดินธุดงค์กลับประเทศไทย และธุดงค์ต่อไปในแถบภาคอีสาน ในการกลับมาเมืองไทยครั้งนี้ หลวงพ่อสุภา ถือได้ว่าเป็นพระภิกษุผู้อาวุโส ทั้งวัยวุฒิ คุณวุฒิและประสบการณ์ทั้งทางโลกและทางธรรม ทางโลกคือได้ไปรู้ไปเห็น ไปศึกษาชีวิตความเป็นอยู่ของหมู่ชนต่างๆ ไปเห็นบ้านเมืองต่างๆ ในหลายๆ ประเทศ ส่วนทางธรรมท่านได้ไปศึกษามาหลายสำนัก แต่ท่านก็อ้างเหตุผลด้วยอัธยาศัยอันอ่อนน้อมถ่อมตนว่า เป็นเรื่องของการสนองความอยากรู้อยากเห็นเท่านั้น แต่วัตรปฏิบัติ ที่ท่านยึดถือปฏิบัติอย่างมั่นคงเสมอมาคือ แนวทางพระพุทธศาสนา นั้นเอง
พระภิกษุที่หลวงปู่สุภานับถือว่าเป็นพระอาจารย์ ในทางกรรมฐานหรือวิปัสสนาของท่านมีเพียง ๒ รูปเท่านั้น คือ หลวงปู่สีทัตต์ พระอาจารย์ในทางวิปัสสนาท่านแรก ได้สอนท่าน ทางด้านพระคัมภีร์ปริยัติ ทั้ง ๕ ซึ่งหากจะศึกษาได้แตกฉาน จะต้องเรียนมูลกัจจายน์ ๕ เล่ม ให้จบเสียก่อน ซึ่งมีพระสงฆ์น้อยองค์ที่เหลืออยู่ในปัจจุบัน ที่จะมีคุณสมบัติเหมือนท่าน (พระคัมภีร์ปริยัติทั้ง ๕ คือการเรียนวิธีขึ้นพระคัมภีร์ เรียนศัพท์ เรียนแปล ตั้งธาตุหนุนธาตุ ฯลฯ) อาจารย์รูปที่สองคือ หลวงปู่ศุข วัดปากคลองมะขามเฒ่า อำเภอวัดสิงห์ จังหวัดชัยนาท ท่านได้ศึกษาทางด้านอภิญญา ตามกิตติศัพท์ของหลวงปู่ศุข ทางด้านนี้ที่เป็นที่รู้จักกันแพร่หลายในหมู่คนไทย ตั้งแต่สมัยที่ท่านยังมีชีวิตอยู่ตราบจนทุกวันนี้
หลวงพ่อสุภาท่านเคารพท่านอาจารย์ทั้งสองมาก จะสังเกตได้จากการที่ท่านกล่าวถึงท่านอาจารย์ทั้งสอง ในลักษณะเคารพนอบน้อมอยู่เสมอๆ และในสำนักสงฆ์หรือวัดทุกแห่งที่ท่านได้สร้างขึ้น จะมีรูปถ่ายของท่านอาจารย์ทั้งสอง คือ หลวงปู่สีทัตต์ และหลวงปู่ศุขติดอยู่เสมอ
ฝึกกรรมฐาน ออกธุดงค์กับหลวงปู่สีทัตต์
หลวงปู่สุภา กนฺตสีโล
ฝึกกรรมฐาน ออกธุดงค์กับหลวงปู่สีทัตต์
************
สามเณรสุภา ได้เริ่มฝึกกรรมฐาน และออกธุดงค์เป็นกิจลักษณะกับหลวงปู่สีทัตต์ ซึ่งได้พาสามเณรสุภาออกธุดงค์ข้ามไปฝั่งลาว เพราะวัดพระธาตุอุเทนนั้น อยู่ในเขตนครพนมใกล้กันกับแม่น้ำโขง สมัยนั้นการเดินทางไปมาสะดวก อีกทั้งยังอุดมสมบูรณ์อยู่มาก มีภูเขา ป่าไม้ และถ้ำมากมาย ผู้คนศรัทธาในพระพุทธศาสนา บ้านเมืองสงบร่มเย็นดี ไม่วุ่นวายเหมือนในปัจจุบัน พระสงฆ์ทั้งไทยและลาวจึงมักจะธุดงค์ข้ามฝั่งโขงกันไปมา ฝ่ายพระไทยก็นิยมเดินธุดงค์ไปปฏิบัติธรรมอยู่กับพระลาวที่เก่งทางวิปัสสนา หลวงปู่สีทัตต์เองก็ได้พาสามเณรสุภา ไปธุดงค์ฝั่งลาวอยู่เสมอๆ ที่ชอบไปพักมากที่สุด คือ ถ้ำขนาดใหญ่แห่งหนึ่งสวยงามน่าอยู่ ในถ้ำนั้นมีเขาควายใหญ่วางอยู่คู่หนึ่ง ยาวข้างละประมาณ 8 ศอก มีภูเขาลักษณะโค้งงอนเหมือนกับเขาควาย ชาวบ้านฝั่งลาวจึงเรียกว่า “ถ้ำภูเขาควาย” ในถ้ำแห่งนี้มีพระสงฆ์ไปปฏิบัติธรรมกันมากมาย บางครั้งก็อยู่กันคราวละหลายรูป บางปีก็มีพระสงฆ์ไทยไปจำพรรษาอยู่เช่นกัน เนื่องจากในสมัยนั้น สร้างวัดกันได้ง่ายกว่าสมัยปัจจุบันไม่ว่าฝั่งไทย ฝั่งลาว ส่วนใหญ่วัดตามป่าตามเขาไม่ต้องขอวิสุงคามวาสี ก็สามารถสร้างเป็นวัดได้